[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
 สอบทหาร กรมยุทธศึกษา ยศ.ทบ. ติว สอบเลื่อนฐานะ สอบพลเรือน นักเรียนนายสิบ
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Thai     
ค้นหา   
ติวสรุปเนื้อหา แนวข้อสอบ ยศ.ทบ. กรมยุทธศึกษาทหารบก คุณวุฒิปริญญาตรี สายงานทั่วไป สายงานสัสดี สายงานการเงิน สายงานสารวัตรทหาร สัสดีกองหนุน พลเรือน นักเรียนนายสิบ
เมนูหลัก
ช่องทางติดต่อ

@gwthailand

เส้นทางนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เราค้นหา ขอเพียงมีใจมุ่งมั่นถามในสิ่งที่เราต้องการก็จะเจอ..


สายตรง  088-2944249

แนวข้อสอบเข้าเป็นนายทหาร
แนวข้อสอบเข้าเป็นนายสิบ
ค้นหาจาก google
พยากรณ์อากาศ
 
กรุณาให้ข้อมูลสักเล็กน้อยนะครับ

   คุณหาเว็บนี้เจอจากที่ไหน?


  1. ค้นหาจาก Google
  2. จาก Webboard ทั่วไป
  3. จาก Facebook
  4. เพื่อนแนะนำ
  5. แหล่งอื่นๆ



  

  หมวดหมู่ : บทความทางวิชาการ
เรื่อง : บันไดสู่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตรับราชการ
โดย : admin
เข้าชม : 8821
จันทร์ ที่ 24 เดือน มกราคม พ.ศ.2554 ปักหมุดและแบ่งปัน
     

บทความที่ปรากฏนี้เป็นการแสดงทรรศนะส่วนตัว ผู้อ่านควรใช้วิจาณญาณในการรับรู้ข้อมูล คิดดีมีประโยชน์ คิดไม่ดีไม่มีประโยชน์ และกำลังอยู่ระหว่างการเขียน และคัดภาพประกอบ เนื้อหาส่วนใหญ่ยังไม่สมบูรณ์.....

บท ความแนะแนวเพื่อเตรียมตัวสู่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตรับราชการที่หลายคนใฝ่ ฝัน คงมีประโยชน์สำหรับท่านไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะนายสิบใหม่ๆ หรือผู้ที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี…

เมื่อ เราก้าวเข้าสู่อาชีพรับราชการเป็นนายทหารชั้นประทวน บางคนก็ต่างมีเป้าหมายของตนเอง หรือหลายคนก็ยังไม่มีความคิดอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขอให้ได้มีงานมีการทำก่อน หลายคนคิดว่าเป็นนายสิบอยู่นี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องดิ้นรนไขว่คว้า ตัวอย่างความสำเร็จของรุ่นพี่หลายๆ คน เราก็รับรู้และเก็บข้อมูลเหล่านั้นมาคิดวิเคราะห์ แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่เป็นแนวทางอันสมบูรณ์แบบ ไปไม่ถูกทิศ ไม่ถูกทาง กอปรกับด้วยแรกเริ่มรับราชการความเป็นช่วงความเป็นวัยรุ่นยังคลุกกรุ่นอยู่ หลายคนความคิดที่จะเจริญก้าวหน้าในชีวิตรับราชการยังไม่ได้นึกถึง เหมือนว่ายังอยู่อีกไกลเกินเอื้อม ขอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการเริ่มต้นชีวิตรับราชการก่อน ขอให้ได้กิน เที่ยวเตร่ สนุกสนานกับเพื่อนฝูง ภูมิใจในการเป็นนายสิบหนุ่มๆ อยู่  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสัจธรรมของมนุษย์ผู้ยังมีกิเลสแฝงอยู่ทุกผู้ทุกคน มากน้อยต่างกัน แต่การใช้ชีวิตที่ว่านั้นยังขาดความพอดีนั่นเอง เราคือผู้เป็นข้าราชการ ไม่ได้เป็นวัยรุ่นที่คึกคะนอง เกาะพ่อแม่ไปวันๆ ต้องรู้จักการใช้ชีวิต  เราจึงควรเริ่มวางแผนชีวิตรับราชการตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อย

เมื่อมาวิเคราะห์แล้วสำหรับนายสิบน้อยๆ ที่เข้ารับราชการใหม่ๆ สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้นำทาง ซึ่งหมายถึง รุ่นพี่ ผู้เป็นพี่เลี้ยง หัวหน้าสายงาน จ่ากอง นายสิบอาวุโส หรือผู้รู้ใดๆ ที่อยู่หน่วยนั้น นายสิบใหม่ๆจะเดินไปในทางดี ทางเลว ก็ขึ้นอยู่กับผู้นำทางในช่วงนี้ ซึ่งความเข้มข้นของผู้ที่นำทางไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความถี่การดูแลเอาใจใส่ เสมอต้น เสมอปลาย ระดับความรู้ ความสามารถ ศีลธรรม ความคิดผิด คิดถูก ประสบการณ์ และสิ่งอื่นใดที่ผู้นำทางมีอยู่ ที่จะนำพานายสิบใหม่ที่เหมือนผ้าขาวไร้สิ่งแปดเปื้อน ไปสู่สิ่งที่ถูกที่ควรในการทำงาน การหาคู่ครองเรือน ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตรับราชการเมื่อโอกาสมาถึง เป็นต้น  

บันไดขั้นที่ 1  ล็อคเป้าหมาย สร้างแรงจูงใจ

การ สอบไต่เต้าเป็นนายทหารของนายทหารประทวน ทุกคนต้องเห็นเป้าหมายที่วางไว้ก่อนแล้ว อยู่ที่ใครจะใช้วิธีใดคว้าสิ่งนั้นมาครอง ผู้ที่ขาดอุดมการณ์ที่จะบรรลุถึงเป้าหมายนั้น ก็เหมือนฟองอากาศที่ล่องลอยไร้จุดหมายแล้วก็จางหายไป การที่เข้าสู่เป้าหมายมีวิธีการอยู่หลายทาง เช่น จ่าสิบเอกเป็นนายทหาร ปริญญาตรีสอบเลื่อนฐานะ หรือเนติบัณฑิตสอบเลื่อนเป็น ผสส. อัยการทหาร เหล่าแผนที่ เหล่ารัฐธรรมนูญ เป็นต้น แต่ละทางมีรูปแบบการเดินที่แตกต่างกันซึ่งปัจจุบันมีวิธีการที่นิยมสอบกัน อยู่  คือ

1. การสอบเลื่อนฐานะจากจ่าสิบเอกเป็นนายทหาร เป็นการสอบแข่งขันกันภายในเหล่าและไม่จำกัดเหล่า ผู้ที่มียศจ่าสิบเอกก็มีสิทธิสอบกันทุกคน ปัจจุบันจ่าสิบเอกหนุ่มๆ อายุน้อยๆ เริ่มมีอยู่จำนวนมาก อนาคตคงสอบแข่งขันกันน่าดู ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ไฟแรง มีความสด ความจำแม่นกว่าผู้เฒ่าหลายเท่าตัว ผู้สอบควรเตรียมตัวให้ดีๆ ส่วนใหญ่เนื้อหาจะเน้นในวิชาเหล่า แบบธรรมเนียม ความรู้ทั่วไปที่มีในหนังสือพิมพ์รายวัน เป็นวิชาที่ผู้สอบสัมผัสใช้งานเป็นประจำอยู่แล้ว  หากทบทวน ตีความในตำราให้เข้าใจถ่องแท้ การที่จะประสบความสำเร็จในการสอบก็อยู่แค่เอื้อม เพราะการสอบแข่งขันในสายนี้เปอร์เซ็นต์แข่งขันค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับการสอบใช้คุณวุฒิปริญญาตรี เฉลี่ย 5 คนเอา 1 คน และผู้สอบส่วนใหญ่จะทำได้แต่วิชาที่ตนเองถนัดเท่านั้น ส่วนวิชาอื่นมักจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร   ในอดีตที่ผ่านมาการสอบในสายงานนี้มักจะมีระบบอุปถัมป์เข้ามาเกี่ยวข้อง  ผู้สอบส่วนใหญ่มักขาดความกระตือรือร้น ปัจจุบันระบบนี้ก็ลดน้อยลงไป จะเน้นไปที่ตัวผู้สอบ โดยให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์เป็นลำดับแรก สำหรับความเหมาะสมและความจำเป็นก็เป็นลำดับรองลงมา เป็น โอกาสทองของคนที่ขยันตั้งใจอ่านหนังสือครบทุกวิชา อย่างน้อยก่อนสอบ 2 เดือน ต้องไม่กินเหล้า เที่ยวเตร่  ว่างก็อ่านหนังสืออย่างเดียว ใครเตรียมตัวดีก็ย่อมมีชัยไปเกินเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์

2. การสอบโดยใช้คุณวุฒิปริญญาตรีเลื่อนฐานะ คือผู้ที่ใช้คุณวุฒิปริญญาตรีสอบแข่งขัน การสอบนี้มีการแข่งขันกันสูง เพราะต้องสอบแข่งขันรวมกันทั่วประเทศ ผู้สอบที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องขยันให้มาก เตรียมตัวอ่านหนังสือล่วงหน้าเป็นปีๆ มีสายงานให้เลือกสอบอยู่ 4 สายงานหลัก ตามคุณวุฒิสาขาที่สายงานนั้นๆระบุเฉพาะตำแหน่งไว้ คือ

สายงานสัสดี จะใช้คุณวุฒิฯ รัฐศาสตร์บัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ เพียงอย่างเดียว ถ้าเป็นสาขาบริหารรัฐกิจ ก็จะใช้ไม่ได้ สายงานนี้เฉลี่ยแต่ละปีจะมีผู้สมัครสอบประมาณ 600-700 คน มีตำแหน่งให้เลือกราวๆ 10-20 ตำแหน่ง  เฉลี่ย 60 คน เอาเพียง 1 คน  แล่วแต่ว่าปีใดขาดอัตราเท่าใด สำหรับผู้ที่อยู่ในสายงานสัสดีจะได้เปรียบอยู่บ้าง เพราะคลุกคลีกับงานที่ทำอยู่แล้ว ซึ่งข้อสอบก็จะนำมาจากงานในสายงานสัสดี แต่ก็ไม่เสมอไป ผู้ที่ไม่อยู่ในสายงาน ขยันอ่าน ขยันทำความเข้าใจ ประสบความสำเร็จมาเยอะแล้ว

สายงานการเงิน จะใช้คุณวุฒิฯ สาขาทางการบัญชีและการเงิน การธนาคาร เป็นต้น  เนื่องจากผู้ที่จบมาด้านนี้มีน้อยแต่่ละปีจะมีผู้สมัครสอบอยู่ประมาณ 100 - 200 คน มีตำแหน่งให้เลือกมากกว่าสายงานใดๆแต่ละปี 20 - 30 คน เป็นสายงานที่ผู้สอบทุกคนมีโอกาสสัมผัสความสำเร็จได้มากที่สุด สำหรับผู้ที่อยู่ในสายงานการเงินก็ย่อมที่จะได้เปรียบอีกเช่นเคย เพราะข้อสอบก็วนเวียนอยู่กับเรื่องเงินๆทองๆ  ถ้าใครขยันกว่าก็ได้ดาวไปครองแบบไม่ยากเย็น

สายงานสารวัตรทหาร จะใช้คุณวุฒิฯ สาขานิติศาสตร์ แต่เห็นบางปีจะรับวุฒิฯ สาขารัฐศาสตร์โผล่มาก็มี สายงานนี้มีผู้สมัครสอบประมาณ 50-100 คน ขึ้นอยู่ว่าตำแหน่งมีให้เลือกมากหรือน้อย หากมีมากก็ร้อยกว่าขึ้น มีตำแหน่งน้อยก็ไปแย่งกันในตำแหน่งสายงานทั่วไปก็มี แต่ละปีเฉลี่ยรับราวๆ 3 - 10 ตำแหน่ง สายงานนี้ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใคร เพราะใช้ความรู้ตามคุณวุฒินิติศาสตร์ล้วนๆ ความรู้ในสายงานสารวัตรแทบไม่นำออกสอบ ใครขยันผู้นั้นย่อมมีโอกาสได้ดาวไปครอง

สายงานทั่วไป จะใช้คุณวุฒิฯ ที่สัมพันธ์กับตำแหน่งที่บรรจุ  สายงานนี้จะเรียกได้ว่ารวมการเฉพาะกิจก็เป็นได้ เพราะใช้คุณวุฒิฯได้หลากหลาย ตำแหน่งที่เลือกจะกำหนดคุณวุฒิฯ และสาขา ไว้เสร็จสรรพ   สายงานนี้มีผู้สมัครสอบประมาณ 1500 - 1800 คน มีตำแหน่งให้เลือก 60 - 100 ตำแหน่ง แต่ละตำแหน่งจะกำหนดคุณวุฒิฯผู้สอบไว้ไม่เหมือนกัน สำหรับคุณวุฒิที่ใช้กับตำแหน่งใดๆ จะกำหนดไว้ตายตัว เช่น นายทหารการเคลื่อนย้าย ใช้วุฒิฯสาขารัฐศาสตร์  ตำแหน่งเกี่ยวกับเหล่าสื่อสารจะใช้คุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำแหน่งครูฝึก ครูวิชาฯ อาจารย์สอน  จะใช้คุณวุฒิด้านศึกษาศาสตร์ หรือเหล่าพลาธิการใช้วุฒิด้านคหกรรม โภชนการ เป็นต้น คุณวุฒิฯที่มีการแข่งขันกันสูงก็จะเป็นสาขารัฐศาสตร์ ซึ่งผลสอบแต่ละปีผู้ที่สอบลงตำแหน่งสาขารัฐศาสตร์จะมีคะแนนนำโด่งสูงลิ่วกัน แทบทั้งสิ้น เฉลี่ยคะแนนรวมในสาขารัฐศาสตร์ 810 - 840 คะแนน (เต็ม 1,000 คะแนน) ผู้สอบที่มีคะแนนห่างกัน 2-4 คะแนน ก็จะมีผลต่อลำดับทันที สำหรับคุณวุฒิที่มีการแข่งขันต่ำหรือแทบไม่มีคนสมัครเลยก็น่าจะเป็นสาขาที่ มีผู้จบการศึกษาทางด้านนี้มาน้อย จบมาแล้วก็เตรียมตัวเป็นนายทหารได้เลย เช่น วิศวกรรมไฟฟ้า สัตว์ศาสตร์ คหกรรม โภชนา เป็นต้น เฉลี่ยคะแนนรวมในสาขาเหล่านี้อยู่ที่ 500 - 600 คะแนน ประมาณได้ว่าอ่านหนังสือเพียงเล็กน้อยก็เข้าวินได้แล้ว

การ ที่จะสอบโดยใ้ช้คุณวุฒินี้  เราจะต้องขออนุมัติศึกษาก่อน การขอศึกษามีอยู่ 2 ประเภท คือ

1. ใช้เวลาราชการบางส่วนไปศึกษา ประเภทนี้จะใช้เวลาราชการครึ่่งวัน เพื่อไปศึกษา ผู้ศึกษาต้องมีระยะเวลารับราชการมาแล้ว 3 ปี จึงจะมีสิทธิลา สำหรับต่ำกว่านายทหาร ผู้อนุมัติคือ ผบ.พล

2. การศึกษานอกเวลาราชการ ประเภทนี้จะใช้เวลานอกราชการศึกษา คือนอกเวลา 0830 - 1630 น. ของวันทำการปกติ ไม่กำหนดอายุรับราชการ คือสามารถขอเรียนได้เลย ผู้อนุมัติคือ ผบ.พัน

ทั้งนี้ หลักฐานการขอเรียนก็ไปตามสายบังคับบัญชาจนถึง ยศ.ทบ. ทุกกรณี  คือ ผ่านกองพัน กรม กองพล กองทัพ สุดท้ายจะอยู่ที่ ยศ.ทบ. การตอบกลับเอกสารก็จะตามลำดับเรื่อยๆ ลงมา สำหรับระยะเวลาเรียนอยู่ในห้วงระยะเวลาที่ขอนั้น ฉะนั้นเราจะต้องกำหนดให้นานไว้ก่อน เผื่อยังเรียนไม่จบตามห้วงระยะเวลา แต่ก็ทำเรื่องขยายเวลาเรียนได้ภายหลัง และเราจะได้ใช้หลักฐานการขออนุมัติฯ เหล่านี้ตั้งแต่การขออนุมัติ จนถึงหลักฐานรายงานจบการศึกษาจาก ยศ.ทบ. ใช้เป็นหลักฐานการสมัครสอบฯ  อีกกรณีหนึ่งที่ผู้สมัครมีคุณวุฒิฯมาก่อนรับราชการแล้ว จะต้องทำเรื่องจบการศึกษาไปยัง ยศ.ทบ. ด้วย เพื่อให้ถูกต้องตรงตามคุณสมบัติและหลักเกณฑ์การสมัครฯ ที่สำคัญผู้สอบต้องมีอายุรับราชการครบ 6 ปีจึงจะมีสิทธิสอบ

เมื่อ กล่าวถึงการเรียน เรื่องนี้สำคัญมิใช่น้อย เพราะคณะหรือสาขาที่เราเลือกที่จะเรียน เมื่อจบมาแล้วเราต้องนำมาใช้ประโยชน์ในการสมัครสอบฯ ตามตำแหน่ง สาขาที่ระบุไว้ ดังที่กล่าวมาแล้ว หากเลือกเรียนทางรัฐศาสตร์ ก็ต้องใช้วุฒิฯ สอบในสายงานสัสดี หรือสายงานทั่วไปบางตำแหน่ง ซึ่งสายงานนี้มีผู้จบมาแล้วไม่น้อย อยากเป็นสารวัตรทหารก็เรียนนิติศาสตร์ เป็นต้น อย่าเลือกเอาง่ายว่า เรียนง่าย จบง่าย ขอเพียงได้วุฒิปริญญาตรีพอ มีกรณีผู้ที่เรียนในสาขาศิลปศาสตร์ (พัฒนาชุมชน) ซึ่งเรียนง่าย จบง่าย แต่หาตำแหน่งสอบยาก เฉลี่ยปีหนึ่งมีตำแหน่งสอบแค่ 1-2 ตำแหน่งเท่านั้น หรือไม่มีให้เห็นเลย หากเลือกไม่ได้เพราะจำกัดด้วยพื้นที่ที่สังกัด ไม่มีคณะ สาขาให้เลือกเรียนอย่างหลากหลายเหมือนหน่วยที่อยู่ในเมืองใหญ่ อย่างน้อยควรเลือกเรียนในสาขารัฐศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ นิเทศศาสตร์ ซึ่งหาเรียนได้จาก มสธ. หรือ ม.รามฯ ก็ได้

สำหรับอายุผู้สอบได้ ยศ.ทบ. ปี 57 ที่ผ่านมา อายุน้อยสุด 25 ปี มากสุด 52 ปี

เมื่อ เราตกลงใจแล้วว่าจะสอบในแนวทางไหน (ในที่นี้ขอเจาะจงแนะแนวทางการสอบโดยใช้คุณวุฒิปริญญาตรีเลื่อนฐานะ ยศ.ทบ.) ก็เข้าทำการล็อคเป้าหมายนั้นไว้ให้แน่น อย่าให้ดิ้นหลุดไปได้ เช่น เรามีคุณวุฒิฯ สาขารัฐศาสตร์ ตั้งใจจะเอา ผช.สัสดี ให้ได้  เป้าหมายเราก็คือ เป็น ผช.สัสดี กระบวนการเป็น ผช.สัสดี จะต้องเริ่มต้น ดังนี้

การสร้างแรงจูงใจ  แรงจูงใจเป็นสิ่งแรกที่กระตุ้นเราจะทำให้การทำใดๆ ประสบผลสำเร็จ การสร้างแรงจูงใจเป็นวิถีทาง กลยุทธ กลวิธีของแต่ละคน แรงจูงใจทำให้ก่อเกิดศรัทธาแรงกล้า ความฮึกเหิม มุมานะ เพียรพยายาม ที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น แรงจูงใจต่ำสูงอาจอยู่ที่สภาพแวดล้อมของแต่ละคน เริ่มตั้งแต่ชีวิตเยาว์วัย จนถึงปัจจุบัน ต่อเนื่องไปในอนาคต เช่น คนที่มีชีวิตอยู่อย่างลำบาก ยากจน ดิ้นรนต่อสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก เมื่อมีโอกาสความเจริญก้าวหน้ามาถึง เขาย่อมจะต้องคว้าสิ่งนั้นมาไว้อย่าง รวดเร็ว ไม่ปล่อยให้รอดหลุดมือไปได้ เพราะสิ่งนั้นย่อมจะเกิดคุณภาพชีวิตของเขาในทางที่ดีขึ้น ทำให้ชีวิตเขาให้มีค่ามากกว่าเดิม ครอบคลุมถึงเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว เพื่อนบ้าน พ่อแม่ พี่น้อง จิปาถะ  อีกกรณีหากว่าคนที่มีชีวิตที่ดีมาตั้งแต่แบเบาะ หรือไม่ลำบากจนเกินไป พ่อแม่คอยเอาใจ ตามใจ เลี้ยงดู ส่งเสียให้เล่าเรียนเป็นอย่างดี มาตั้งแต่เล็กๆ กระบวนการสร้างแรงจูงใจที่กว่าวมาข้างต้นก็จะด้อยลงตามพลัง อาจประยุกต์สร้างแรงจูงใจด้วยวิธีอื่น เช่น ความต้องการเอาชนะ การแข่งขันกันในหมู่เพื่อนฝูง เพศตรงข้าม ความสะดวกสบาย เป็นต้น

สำคัญอีกอย่างที่จะมองข้ามไม่ได้ เป็นแรงผลักดันให้กระทำตามแรงจูงใจอย่างก้าวกระโดด คือ กำลังใจ อุปสรรค ขวากหนาม คำสบถ ดูถูก ดูหมิ่น ดูแคลน คำเย้ยหยัน เหล่านี้จะเป็นยาบำรุงร่างกาย จิดใจ ขนาดเอกอย่างดี

บันไดขั้นที่ 2  มุ่งมั่น แน่วแน่ ตั้งใจในการอ่านหนังสือ

หลังจากที่เราได้จับเป้าหมายไว้แล้ว ในที่นี้เป้าหมายคือ การสอบโดยใช้คุณวุฒิปริญญาตรีเลื่อนฐานะเป็นนายทหาร ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมตัวอ่านหนังสือกัน

การ อ่านหนังสือ เราไม่สามารถที่จะมีเวลาเหมือนนักเรียนในชั้นเรียนทั่วไปได้ เนื่องจากเราเป็นข้าราชการ ต้องทำงานในเวลาราชการ การอ่านหนังสือต้องใช้เวลาว่างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  เวลาว่างของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ผู้ที่อยู่ในสายงานปกติ  สายงานสนาม  ทำงานอยู่ตามหมู่ ตอน หมวด กองร้อย กองพัน งานส่วนตัว คนมีครอบครัว คนโสด เป็นต้น  แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เราสามารถขจัดไปให้พ้นได้โดย "การบริหารเวลาอย่างมีวินัย"

ใน 1 ปี  เมื่อคำนวณดูแล้วเรามีเวลาว่างในการอ่านหนังสือมีมากมายเหลือเฟือ เริ่มตั้งแต่เวลาก่อนนอน ตอนเช้าตรู่ เวลาเที่ยง วันเสาร์ - อาทิตย์ หยุดนักขัติฤกษ์  หรือแม้กระทั่งว่างจากชั่วโมงทำงาน  เมื่อเรารู้เวลาว่างแล้ว

การ สอบโดยใช้คุณวุฒิปริญญาตรีเลื่อนฐานะเป็นนายทหาร ต้องมีพื้นความรู้ระดับทั้ง ม.ต้น - ม.ปลาย จากชั้นเรียนปกติ ซึ่งจะทำให้การสอบง่ายขึ้น (คือวิชาภาษาอังกฤษ วิชาภาษาไทย ศาสนา สังคมหรือความรู้ทั่วไป) ในที่นี้จะขอยกกรณีของผู้เขียน ซึ่งพื้นฐานความรู้จริงเพียงแค่ ป.6 สมัยก่อน ผู้เขียนจบ ม.3 และ ม.6 จากการสอบเทียบ กศน. คราวละ 6 เดือน อ่านและทำความเข้าใจเองแล้วก็ไปสอบเทียบเอา ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ ม.3-ม.6 จบภายใน 1 ปี (ปี37)  จนบัดนี้ ความรู้ในวิชาพื้นฐานเหล่านั้นมืดบอดสนิท การสอบในครั้งนี้ผู้เขียนจึงต้องเตรียมตัวทบทวนศึกษาทำความเข้าใจในวิชาพื้น ฐานจนเกิดความเข้าใจอย่างคล่องแคล่วเป็นระยะเวลา 1 ปี จึงเข้าใจในวิชาพื้นฐานได้  ทั้งนี้จะเขียนโดยใช้คุณวุฒิรัฐศาสตร์ในการสอบสายงานทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งเป็นคุณวุฒิสายที่แข็ง หิน แข่งขันคะแนนกันมากที่สุด สำหรับคุณวุฒิอื่นๆ ถ้าปฏิบัติตามนี้ยังไงก็ไม่พลาด เพราะการอ่านหนังสือสอบในคุณวุฒิสายนี้ ไม่เหมือนการเรียนปูพื้นฐาน เราต้องทำตัวลำบากเริ่มจากยากที่สุดก่อนแล้วต่อไปมันจะง่ายเอง ต่อไปมาดูเทคนิคการอ่านหนังสือกันครับ

1. เริ่มจากอ่านตำราเล่มลายพรางก่อน อย่างน้อย 10 รอบขึ้นไป ซึ่งเป็นวิชาหลัก เป็นหนังสือฉบับเต็ม เล่มใหญ่ๆ ทุกคนต้องมีไว้ติดตัวตลอดเวลา จะหาได้จากผู้ที่ไปอบรมเป็นนายทหารประจำปีมา เราขอซีล็อกเขามาอ่านได้ และไม่ควรเก่ามาก ควรมีอายุอยู่ที่ 3-4 ปีก่อนสอบ

การ อ่านหนังสือเล่มลายพรางครั้งแรก ให้อ่านผ่านๆไปก่อน พอให้รู้กว้างๆ ว่าเรื่องนั้นพูดถึงอะไร อะไรคือประเด็นของเรื่องนั้น ตอนจบเป็นอย่างไร เหมือนกับการอ่านนิทาน อ่านไป จินตนาการไป พอจบเรื่องก็เล่าเรื่องนั้นให้ลูกฟังได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถึงแม้เราจะจำชื่อตัวละครในเรื่องนั้นไม่ได้ก็ตาม

ยังไม่จบนะครับ โปรดติดตาม...

........





4 stars เฉลี่ย : 4 จาก 7 ครั้ง.

บทความทางวิชาการ5 อันดับล่าสุด

      เทคนิคการทดสอบร่างกาย 13/ม.ค./2558
      เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ 13/ม.ค./2558
      หัวไม่ดีก็เรียนได้ 4/ม.ค./2558
      เคล็ดลับ จำง่าย การอ่านหนังสือสอบ ยศ.ทบ. 19/ธ.ค./2557
      สอบนายทหาร ยศ.ทบ. อย่างไรให้สมหวัง? 19/ธ.ค./2557



ความคิดเห็นที่ 1 พฤหัสบดี ที่ 16 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2558 เวลา 12:55:46
  ข้อความ :

    

อยากอ่าน  บันไดสู่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตรับราชการ ต่อค่ะ
จะอ่านต่อได้ที่ไหนคะ




โดย : jitwaleeb@gmail.com    ไอพี : 101.51.xxx.xxx

1


ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ support@armyhosting.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป